Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
ฝ้าฮอร์โมนเกิดจากอะไร

เป็นฝ้าฮอร์โมน ทำไงดี? เข้าใจสาเหตุของฝ้าฮอร์โมนและวิธีรักษา

ฝ้าฮอร์โมน (Hormonal Melasma) เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่ท้าทายของแพทย์ผิวหนัง เพราะกลไกของการเกิดฝ้าชนิดนี้ไม่ได้มาจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนภายในของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งครรภ์ การคุมกำเนิด ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือภาวะที่ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนแปรปรวน ล้วนสามารถกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ทำงานมากกว่าปกติ จนเกิดเป็น “ฝ้า” สีเข้มบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก เหนือริมฝีปาก หรือสันจมูก

ปัญหาอยู่ที่ ฝ้าฮอร์โมนมักจะดื้อต่อการรักษา และมีแนวโน้มฝังแน่นมากกว่าฝ้าชนิดอื่น มีผู้ที่ผิวหน้าเป็นฝ้าฮอร์โมนจำนวนมากที่ท้อแท้เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างช้า ทั้งที่จริงแล้ว “ฝ้าฮอร์โมนสามารถรักษาฝ้าให้จางลงได้” หากมีแผนการรักษาที่ถูกวิธี และการดูแลผิวที่ดีต่อเนื่อง โดยอาศัยความเข้าใจทั้งด้านผิวหนังและระบบฮอร์โมนควบคู่กัน

บทความนี้สามารถช่วยให้คุณเข้าใจฝ้าฮอร์โมนมากขึ้น พร้อมแนวทางการรักษาที่ได้ผล ฝ้าจาง หน้าดูกระจ่างใสขึ้น ให้ผิวสุขภาพดีในระยะยาว

ฝ้าฮอร์โมน คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนรักษาฝ้า

ฝ้าฮอร์โมน (Hormonal Melasma) คือ ฝ้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่แปรปรวนหรืออยู่ในระดับสูง¹  ฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นเอนไซม์ Tyrosinase และกระตุ้นให้เซลล์เคราติโนไซต์หลั่งสารสื่อชีวภาพ ซึ่งส่งผลให้เซลล์เมลาโนไซต์ผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น ทำให้ผิวบริเวณนั้นเข้มขึ้นกว่าปกติ อย่างในคนที่อยู่ในช่วงการตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด ที่มีความสัมพันธ์ให้ระดับฮอร์โมนสูง จึงส่งผลให้ผิวบริเวณที่ถูกกระตุ้น มีสีเข้มขึ้นกว่าปกติ เกิดเป็นปื้นฝ้าสีน้ำตาล ฝ้าฮอร์โมนจึงมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนมากพบในช่วงอายุ 25-55 ปี

ลักษณะของฝ้าฮอร์โมน

ฝ้าฮอร์โมน ประเภทนี้มักมีลักษณะเป็น ปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ปรากฏแบบ สมมาตรทั้งสองข้างของใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อย เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก² จมูก และเหนือริมฝีปาก โดยส่วนมากมักพบว่ามีลักษณะเป็นฝ้าผสม (ตื้น + ลึก) ที่การสะสมของเม็ดสีสามารถเกิดได้ทั้งใน ชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ มากกว่าการเป็นฝ้าชนิดตื้นเพียงอย่างเดียว ทำให้การรักษาฝ้าฮอร์โมนจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ระดับความลึกของฝ้า ความเข้มของเม็ดสีฝ้าอย่างเข้าใจ และดูแลต่อเนื่องอย่างเหมาะสม เพื่อให้ฝ้าจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนรักษาฝ้า

มักกำเริบหรือเข้มขึ้น เมื่อได้รับแสงแดด หรือในช่วงที่ฮอร์โมนมีความเปลี่ยนแปลง เช่น ขณะตั้งครรภ์ ระหว่างการรับประทานยาคุมกำเนิด หรือในช่วงวัยทอง เนื่องจากเมื่อเข้าสู่วัยทอง ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง หรือในบางช่วงอาจมีระดับฮอร์โมนที่แปรปรวน ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีผิว (melanocyte) ซึ่งกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีเมลานินมากเกินไป อาจพบได้ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นฝ้า (เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม) โดยความเข้มของฝ้าฮอร์โมนแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันออกไป เนื่องจากกลไกการเกิดฝ้า และปัจจัยกระตุ้นความเข้มของฝ้าก็ต่างกัน

กลไกการเกิดฝ้าฮอร์โมน

กลไกการเกิดฝ้าฮอร์โมน

อยากชวนให้คุณได้มาทำความรู้จักกับ กลไกของฝ้าที่ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน และความเครียด (Melasma: Cellular Mechanism of Hormonal and Stress Triggers) เพราะฝ้า (Melasma) เป็นภาวะความผิดปกติของเม็ดสีที่ซับซ้อนและมีปัจจัยกระตุ้นหลากหลาย ซึ่งปัจจัยภายในร่างกายที่สำคัญที่สุดไม่แพ้อย่างอื่นเลย คือ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง และความเครียด ซึ่ง 2 ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ในผิวหนังทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีส่วนเกิน (Excessive Melanogenesis) มากขึ้น

นี่คือกลไกหลักที่อธิบายผลกระทบของฮอร์โมนและความเครียดต่อการเกิดฝ้า โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นทางฮอร์โมน³

1. ฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนที่มีผลต่อการเกิดฝ้า

ฮอร์โมนเพศหญิงจัดเป็นปัจจัยกระตุ้นหลักอันดับ 2 รองจากแสงแดด และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ้า มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์

ฮอร์โมนเพศหญิง มีผลต่อการเกิดฝ้า

กลไกการกระตุ้นเม็ดสี

2. ความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่มีผลต่อการเกิดฝ้า

ความเครียด (Stress) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น ผ่านกลไกการอักเสบภายในร่างกาย โดยมีกลไกการกระตุ้นฝ้าผ่านความเครียด ดังนี้

ความเครียด มีผลต่อการเกิดฝ้า

จากในหัวข้อกลไกการเกิดฝ้าฮอร์โมนนี้ สามารถสรุปได้ว่า ฮอร์โมนและความเครียด ไม่ได้เพียงแค่ “สร้าง” ฝ้า แต่ยังทำให้ผิวมีความอ่อนแอและตอบสนองต่อแสงแดด หรือการระคายเคืองอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นการรักษาฝ้าฮอร์โมนจำเป็นต้องมุ่งเน้นที่การลดปัจจัยกระตุ้น ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง จึงสามารถช่วยลดความเข้มของฝ้าฮอร์โมน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการรักษาฝ้าฮอร์โมนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่เข้าใจฝ้า

การรักษาฝ้าฮอร์โมน อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่เข้าใจฝ้า

ฝ้าฮอร์โมนเป็นภาวะผิวที่มีความซับซ้อนกว่าฝ้าทั่วไป  ไม่เพียงเกิดจากเม็ดสีเมลานินที่มากเกินไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ระดับฮอร์โมน ความไวของผิว และการอักเสบภายในชั้นผิว ดังนั้นการวินิจฉัยชนิดฝ้าได้ตรงกับลักษณะของฝ้าในแต่ละคน และการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ จากแพทย์ที่เข้าใจด้านเม็ดสีผิว เพื่อให้การรักษาได้ผลดี และลดโอกาสการกลับมาเข้มซ้ำของฝ้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ความซับซ้อนของกลไกการเกิดฝ้าและการวินิจฉัย

ความซับซ้อนของกลไกการเกิดฝ้าและการวินิจฉัย

ฝ้าเป็นภาวะที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นมีหลายกลไกที่เกี่ยวข้อง ฝ้าโดยเฉพาะ “ฝ้าฮอร์โมน” เป็นภาวะที่มีกลไกการเกิดซับซ้อน เพราะไม่ได้เกิดจากการสร้างเม็ดสีเมลานินมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในร่างกายหลายระบบ เช่น ฮอร์โมน ความไวของผิว และการอักเสบในชั้นผิว

นอกจากนี้ ฝ้ายังแบ่งได้หลายชนิด เช่น ฝ้าตื้น ฝ้าลึก และฝ้าผสม

ซึ่งแต่ละแบบมีระดับความลึกของเม็ดสีแตกต่างกัน การรักษาที่ได้ผลจึงต้องเริ่มจากการ วินิจฉัยชนิดของฝ้าให้ถูกต้อง แพทย์ที่เข้าใจโครงสร้างผิวและกลไกเม็ดสี จะสามารถประเมินความลึกของฝ้าได้แม่นยำ และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนได้ดีที่สุด

2. การออกแบบแนวทางการรักษาที่ครอบคลุม

การออกแบบแนวทางการรักษาที่ครอบคลุม (Multimodal Approach) กลไกการเกิดฝ้า เป้าหมายการรักษาที่แพทย์จะดำเนินการ

การออกแบบแนวทางการรักษาที่ครอบคลุม
  • เม็ดสีส่วนเกิน ดูแลให้เม็ดสีฝ้าจางลง ด้วย Picoway Laser Program (ทำให้เม็ดสีแตกละเอียด ฝ้าจางลงเร็วขึ้น) หรือ Revlite/Lutronic Laser Program (เลเซอร์รักษาฝ้าลดเม็ดสีที่เฉพาะเจาะจงกับเม็ดสีฝ้า)
  • ผิวไม่แข็งแรง ปรับฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการกลับมาของฝ้า ด้วย Fraxel Laser Program เพื่อให้ผิวแข็งแรงและฟื้นฟูผิว ช่วยให้ฝ้าจางลงได้ดีในระยะยาว
  • การอักเสบ  ปลอบประโลมผิว เพื่อลดการอักเสบ เช่น โปรแกรมการฉายแสง (Light Therapy / Phototherapy)
  • เส้นเลือดฝอยขยายตัว ทำให้เส้นเลือดหดตัวและลดจำนวนเส้นเลือดฝอยลง ด้วยโปรแกรมเลเซอร์ฝ้าเส้นเลือดที่สามารถและปรับพลังงานให้เหมาะสมกับความลึกของเส้นเลือด

ถึงแม้ฝ้า จะเป็นรอยโรคที่มีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้สูง (high recurrence rates) แต่หากฝ้าฮอร์โมนได้รับการดูแลและวิธีการรักษาที่มุ่งเน้นตามกลไกสาเหตุของการเกิดฝ้า ที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้ฝ้าจางลงเท่านั้น แต่คือการ ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และ ลดโอกาสการกลับมาของฝ้า ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ความรู้เชิงลึกในการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์และทรีตเมนต์ของแพทย์

ความรู้เชิงลึกในการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์และทรีตเมนต์ของแพทย์

การใช้พลังงานเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสมอาจกระทบต่อโครงสร้างผิว โดยเฉพาะบริเวณ Basement Membrane
ซึ่งเป็นชั้นสำคัญที่ช่วยกั้นไม่ให้เม็ดสีซึมลึกลงไปใต้ชั้นผิว เมื่อเยื่อหุ้มฐานนี้เสียหาย เม็ดสีอาจกระจายลึกมากขึ้นและทำให้ฝ้าฝังลึกกว่าเดิม

แพทย์ที่มีความเข้าใจด้านเม็ดสีผิว จะเข้าใจโครงสร้างผิวในแต่ละระดับ และสามารถปรับพลังงานเลเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการดูแลที่กลไกการเกิดฝ้า ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง และช่วยให้ผิวค่อย ๆ ฟื้นกลับสู่สมดุลดูเป็นธรรมชาติ

รีวิวรักษาฝ้าฮอร์โมน ที่เห็นผล

รวมรีวิวรักษาฝ้าฮอร์โมน จากผู้ใช้บริการที่เข้ามารักษาฝ้าที่ BSL Clinic ด้วยผลลัพธ์ฝ้าจางลง ผิวดูกระจ่างใสขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติขึ้น

การดูแลฝ้าฮอร์โมน ด้วยตัวเองที่บ้าน (Home Care)

นอกจากการรักษาโดยแพทย์แล้ว การดูแลผิวที่บ้านก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการจัดการ “ฝ้าฮอร์โมน” เพราะพฤติกรรมเล็ก ๆ ในแต่ละวันสามารถช่วยลดการกระตุ้นเม็ดสี และฟื้นฟูผิวให้สุขภาพดีได้

Retinoids (Retinol -Tretinoin)

1. การทาครีมกันแดด ขั้นตอนสำคัญที่สุด

แสงแดดไม่ใช่ตัวร้ายเพียงตัวเดียว แต่ Visible Light (แสงสีฟ้า) จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือหลอดไฟ ก็สามารถทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น ครีมกันแดดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลฝ้าฮอร์โมน เลือกกันแดดชนิด Broad-Spectrum ที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB มีค่า SPF 50+ และ PA+++ ขึ้นไป ควรมีส่วนผสมของ Iron Oxide เพื่อป้องกันรังสี Visible Light และควรทาในปริมาณ 1 ข้อนิ้วก้อย จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 20 นาที ก่อนออกจากบ้าน และทาซ้ำทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดด

Niacinamide (Vitamin-B3)

2. การใช้ครีมทาฝ้า ช่วยลดเลือนเงาฝ้า

ครีมแก้ฝ้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ทางผิวหนัง (Active Ingredients) ที่มีงานวิจัยรองรับ เป็นส่วนสำคัญในการดูแล “ฝ้าฮอร์โมน” อย่างมีประสิทธิภาพ สารเหล่านี้ทำงานเพื่อลดกระบวนการสร้างเม็ดสี ลดการอักเสบ และฟื้นสมดุลของผิวตามกลไกที่ต่างกัน

2.1 Tranexamic Acid (TA)

สารที่มีต้นกำเนิดจากกรดอะมิโน lysine ช่วย ลดกระบวนการอักเสบและการหลั่ง prostaglandins ที่กระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ ในการไปลดการสร้างเม็ดสีส่วนเกิน และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้น

Ebrahimi M., et al. J Cosmet Laser Ther 2014

2.2. Azelaic Acid

มีคุณสมบัติลดการอักเสบ และลดเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเมลานิน  เหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง เนื่องจากโอกาสในการทำให้ผิวระคายเคืองน้อย 

Davis EC. J Clin Aesthet Dermatol 2010

3.1 Niacinamide (Vitamin B3)

สารที่มีประสิทธิภาพในการส่งผ่านเม็ดสีจาก melanocyte ไปยัง keratinocyte (melanosome transfer) ช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอ และผิวโดยรวมดูกระจ่างใสขึ้น

Hakozaki T., et al. Br J Dermatol 2002

4.1 Retinoids (Retinol, Tretinoin)

ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน กระตุ้นคอลลาเจน และที่สำคัญคือ เพิ่มการซึมผ่านของตัวยา (active penetration)  Retinoids จึงมักใช้ร่วมกับ Azelaic acid เพื่อเสริมประสิทธิภาพกัน

Kang HY, J Dermatol Sci 2001

สครับผิวแรง ๆ ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ

3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ผิวบางลง

  • สครับผิวแรง ๆ ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ micro-inflammation
  • เลี่ยงการใช้ครีมที่มีสเตียรอยด์ สารปรอท ที่ทำให้ผิวบางและไวต่อแสง
  • เลเซอร์พลังงานสูง หรือ ไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจกระตุ้นฝ้าให้เข้มขึ้น (rebound)
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือการออกกำลังกายกลางแจ้ง

ฝ้าฮอร์โมนต้องการ “ความต่อเนื่อง รวมกับการปกป้อง และการดูแลผิวด้วยความอ่อนโยน” การดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธีควบคู่กับคำแนะนำจากแพทย์ที่รักษาฝ้า คือ หัวใจของการเห็นผลที่ยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย

วิธีรักษาสิวอักเสบ
ทำไมฝ้าฮอร์โมนรักษายากกว่าฝ้าทั่วไป?

ฝ้าฮอร์โมนมีปัจจัยกระตุ้นจาก “ภายในร่างกาย” โดยเฉพาะความแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ซึ่งกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานไวขึ้น แม้จะหลีกเลี่ยงแสงแดดแล้ว แต่ก็ยังเกิดการกระตุ้นเม็ดสีซ้ำได้ อีกทั้งฝ้าฮอร์โมนมักเป็น ฝ้าผสม (ตื้น + ลึก) จึงต้องอาศัยเวลารักษานานและการดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้เม็ดสีฝ้าจางลงและควบคุมเม็ดสีไม่ให้กลับมาเข้มขึ้นอีก

ทำไมช่วงมีประจำเดือนฝ้ามักเข้มขึ้น?

ในช่วงก่อนมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เซลล์เม็ดสีไวต่อแสงและสิ่งกระตุ้นมากขึ้น เมื่อเจอแสงแดดหรือความร้อน ฝ้ามักดูเข้มขึ้น แต่จะค่อย ๆ จางลงหลังรอบเดือนผ่านไป อย่างไรก็ตามควรดูแลป้องกันแสงแดดทุกวัน

หลังคลอดแล้ว ฝ้าฮอร์โมนจะหายเองได้ไหม?

หลังคลอด ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความสมดุล ทำให้บางคนฝ้าจางลงเองได้ แต่ในหลายกรณีเม็ดสีฝังลึกยังคงอยู่ จึงควรได้รับการประเมินและการดูแลจากแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาฝ้าฮอร์โมนที่เหมาะสม ทั้งการใช้ครีมลดเม็ดสีฝ้า และการฟื้นฟูชั้นผิวให้แข็งแรง เพื่อให้ผิวกลับมาสม่ำเสมอขึ้น

ใช้ยาคุมกำเนิดแล้วเป็นฝ้า ต้องหยุดไหม?

ฮอร์โมนในยาคุมอาจกระตุ้นการสร้างเม็ดสี แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดยาคุมด้วยตนเอง แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินชนิดของยาคุม หรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมแทน พร้อมใช้แนวทางการป้องกันแสงแดด และครีมลดเม็ดสีร่วมด้วย เพื่อควบคุมไม่ให้ฝ้าเข้มขึ้น

ฝ้าฮอร์โมนต่างจากกระแดดอย่างไร?

ฝ้าฮอร์โมน เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนร่วมกับแสงแดด ลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาล มักขึ้นสมมาตรทั้งสองข้างของใบหน้า กระแดด เกิดจากแสง UV โดยตรง เป็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ขอบคม ไม่สมมาตร และมักกระจายเฉพาะบริเวณที่โดนแดด

รักษาฝ้าแบบไหนเหมาะกับคนท้อง?

ในช่วงตั้งครรภ์ ฝ้ามักเข้มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ควรหลีกเลี่ยงยาหรือครีมที่มีสารไวต่อผิว เช่น Hydroquinone หรือกรดวิตามิน A แต่สามารถใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Physical Sunscreen (เช่น Titanium Dioxide หรือ Zinc Oxide) และสารบำรุงที่ปลอดภัย เช่น Niacinamide หรือ Vitamin B3 ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ต้องทำเลเซอร์ไหม ถึงจะเห็นผล?

เลเซอร์รักษาฝ้า เป็นอีกหนึ่งแนวทางการรักษาฝ้าฮอร์โมน ให้จางลงได้เร็วขึ้น เมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์ที่มีความเข้าใจในด้านเม็ดสี แพทย์จะออกแบบการรักษา การเลือกใช้เลเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ทำไมบางคนรักษาฝ้าแล้วกลับมาเข้มอีก?

เพราะฝ้าโดยเฉพาะฝ้าฮอร์โมน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับที่จางลง หากผิวได้รับสิ่งกระตุ้นซ้ำ เช่น แสงแดด ฮอร์โมนแปรปรวน หรือความร้อนสูง ฝ้าก็อาจกลับมาเข้มอีกได้ ดังนั้น การดูแลต่อเนื่องและการป้องกันแสงแดดทุกวันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สรุป

ฝ้าฮอร์โมนเกิดจากความแปรปรวนของฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนเหล่านี้กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ทำให้การผลิตเม็ดสีมากขึ้น จึงเกิดฝ้าโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและหน้าผาก ฝ้าฮอร์โมนมักเป็นฝ้าผสม ที่เม็ดสีอยู่ได้ในผิวชั้นตื้น และผิวชั้นลึก ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าฝ้าทั่วไป แนวทางรักษาที่มีประสิทธิภาพคือการดูแลให้ครอบคลุมทุกกลไกการเกิดฝ้า ทั้งลดเม็ดสี ควบคุมการอักเสบ และฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ที่เข้าใจด้านการรักษาเม็ดสี ช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างต่อเนื่อง และลดโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาเข้มซ้ำ จึงเป็นการรักษาที่ได้ผลดีในระยะยาว

  1. Mishra SN, Sharma N, Singh D, et al. Major approaches of molecular and physiopathological mechanisms for hormonal treatment of melasma. Int J Dev Res. 2021;11(07):48443–48449.
  2. Kang HY, Ortonne JP. What should be considered in treatment of melasma. Ann Dermatol. 2010;22(4):373–378.
  3. Comprehensive Evaluation of Pathogenesis, Risk Factors and Current Therapeutic Strategies in Melasma: A Clinical and Molecular Perspective (2023)
  4. Cestari TF, Hexsel D, Viegas ML, Azulay L, Hassun K, Almeida ART, et al. Consensus on the treatment of melasma by the Brazilian Society of Dermatology. An Bras Dermatol. 2014;89(5):771–82.
  5. Yamaguchi Y, Hearing VJ. Melanocytes and UV responses: molecular mechanisms. Photochem Photobiol. 2009;84(3):512–521.
  6. Handel AC, Miot LD, Miot HA. Melasma: a clinical and epidemiological review. An Bras Dermatol. 2014;89(5):771–782.