Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

เกร็ดความรู้ - บทความเกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาผิวที่พบบ่อย เช่น สิว รอยสิว ฝ้า กระ การดูแลผิวตามช่วงวัย รวมถึงคำแนะนำจากทีมดูแลผิวของคลินิกในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังค้นหาวิธีรับมือปัญหาผิวด้วยแนวคิดที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ส่งรูปผิวเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นตามลักษณะปัญหาของคุณ

บทความผิวหนัง – รวมข้อมูลดูแลผิวและปัญหาที่พบบ่อย

โดยทั่วไปจะเริ่มจากการให้แพทย์ซักประวัติและตรวจสภาพผิวอย่างละเอียดก่อน เช่น ประวัติการใช้ยา การกดสิว เลเซอร์ หรือการแพ้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากนั้นจึงออกแบบแผนรักษาที่ผสมผสานยา สกินแคร์ การทำทรีตเมนต์ หรือเลเซอร์ตามความรุนแรงของสิวและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน การประเมินครั้งแรกสำคัญมาก เพราะช่วยให้ลดการลองผิดลองถูก และลดโอกาสเกิดรอยดำ–หลุมสิวในระยะยาวได้

ระยะเวลาเห็นผลขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของสิว เช่น

  • สิวอุดตัน / สิวผด บางรายเริ่มเห็นผิวเนียนขึ้นในช่วง 4–8 สัปดาห์

  • สิวอักเสบเยอะ ๆ หรือมีฮอร์โมนและความเครียดเกี่ยวข้อง อาจต้องใช้เวลา 3–6 เดือนขึ้นไป

  • ถ้ามีรอยแดง–รอยดำและหลุมสิวร่วมด้วย มักต้องมีขั้นตอนเก็บรายละเอียดหลังสิวสงบแล้ว

แพทย์จะอธิบายภาพรวมและระยะเวลาโดยประมาณให้เข้าใจตั้งแต่ต้น และนัดติดตามเพื่อปรับแผนตามการตอบสนองของผิวเป็นระยะ ๆ

รอยแดง–รอยดำจากสิวสามารถจางลงเองได้ แต่ใช้เวลาตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นกับสีผิว ความลึกของการอักเสบ และการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน (แดด/การเกา/ผลิตภัณฑ์ระคายเคือง)
การทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์เฉพาะช่วยให้รอยจางเร็วขึ้นในบางราย โดยแพทย์จะประเมินก่อนว่าช่วงเวลาไหนเหมาะกับการเริ่มเลเซอร์ เพื่อลดโอกาสระคายเคืองหรือสิวเห่อซ้ำ ไม่จำเป็นต้องทำเลเซอร์ทุกคน แต่เหมาะกับผู้ที่รอยเข้มชัด ใช้ยาทาแล้วดีขึ้นช้า หรือมีเหตุจำเป็นต้องให้ผิวกลับมาดูเรียบร้อยในเวลาจำกัด

หลุมสิวมีหลายแบบ เช่น รูกว้าง รอยบุ๋มลึก รอยคล้ายคลื่น ทำให้มักต้องใช้มากกว่าหนึ่งวิธีร่วมกัน เช่น เลเซอร์ชนิดต่าง ๆ หัตถการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว หรือเทคนิคยกพังผืดใต้หลุมสิว
แพทย์จะตรวจลักษณะหลุมสิวแต่ละตำแหน่ง และอธิบายว่าบริเวณไหนเหมาะกับวิธีใด รวมถึงคาดการณ์จำนวนครั้งคร่าว ๆ โดยทั่วไปมักต้องทำซ้ำเป็นคอร์ส และผลที่ได้จะค่อย ๆ เห็นเป็นขั้น ๆ มากกว่าจะเปลี่ยนทันทีในครั้งเดียว

ฝ้าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งแสงแดด ฮอร์โมน พันธุกรรม อายุ และการระคายเคืองผิวระยะยาว (เช่น สครับแรง ๆ หรือครีมหน้าขาวที่มีสารเสี่ยง) จึงมักเป็นเรื้อรังและกลับมาเข้มขึ้นได้ถ้าไม่คุมปัจจัยกระตุ้น
การรักษาฝ้ามักประกอบด้วย

  • การป้องกันแดดอย่างจริงจัง

  • ยาทา/สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว

  • เลเซอร์หรือหัตถการลดเม็ดสีที่ออกแบบตามชนิดฝ้าและสีผิวของแต่ละคน

สิ่งสำคัญคือ “คาดหวังเรื่องการดูแลต่อเนื่อง” ไม่ใช่เพียงทำครั้งเดียวแล้วจบ เพราะเป้าหมายหลักคือให้ฝ้าดูจางลง ผิวโดยรวมดูสม่ำเสมอ และลดโอกาสการเข้มซ้ำในชีวิตประจำวัน

ฝ้าเป็นภาวะที่มีแนวโน้มกลับมาเข้มขึ้นได้เสมอ หากยังมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แดดจัด ความร้อน ฮอร์โมน หรือการใช้ครีมที่ระคายเคือง ดังนั้นจึงไม่ควรสัญญาเรื่อง “หายขาด” แต่สามารถทำให้ดูจางลงและควบคุมไม่ให้เข้มง่ายได้ดีขึ้น
การทำเลเซอร์หากเลือกชนิดเลเซอร์ พลังงาน และช่วงเวลาห่างแต่ละครั้งอย่างเหมาะสม โดยแพทย์เป็นผู้ประเมิน จะช่วยลดฝ้าได้โดยไม่จำเป็นต้องให้สีผิวดูซีดผิดธรรมชาติ และแพทย์จะกำหนดแผนติดตามผลพร้อมให้คำแนะนำเรื่องการเลี่ยงแดด–สกินแคร์ เพื่อไม่ให้เม็ดสีถูกกระตุ้นซ้ำ

  • กระตื้น / กระแดด บางรายทำไม่กี่ครั้งก็จางลงชัดเจน แต่ยังมีโอกาสเกิดจุดใหม่ได้หากยังโดนแดดจัดหรือไม่ได้ป้องกันอย่างสม่ำเสมอ

  • กระลึก มักต้องใช้เลเซอร์ที่ออกแบบให้ลงไปถึงชั้นที่เม็ดสีสะสม และอาจต้องทำซ้ำหลายครั้งโดยเว้นระยะห่างตามที่แพทย์เห็นเหมาะสม

หลังเลเซอร์ แนะนำให้หลีกเลี่ยงแดดจัด ดูแลแผลตามคำแนะนำ และใช้กันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยใหม่หรือรอยคล้ำตามหลังหัตถการ

หลังเลเซอร์จุดเม็ดสีหรือก้อนเนื้อเล็ก ๆ ผิวมักมีสะเก็ดหรือรอยชมพูอ่อน ๆ อยู่ชั่วคราว จากนั้นค่อย ๆ เรียบและสีผิวใกล้เคียงรอบข้างมากขึ้น ระดับการเป็นรอยขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดและความลึกของไฝ ตำแหน่งของรอย (เช่น บริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย) การดูแลแผล และแนวโน้มการเกิดแผลเป็นของแต่ละคน
แพทย์จะประเมินก่อนทุกครั้งว่าจุดนั้นเหมาะกับการเลเซอร์หรือควรส่งตรวจเพิ่มเติม พร้อมอธิบายวิธีดูแลแผลอย่างละเอียด เช่น การทำความสะอาด การทายา การเลี่ยงแดด และการงดเกา–แกะสะเก็ด เพื่อลดโอกาสเกิดรอยนูนหรือรอยคล้ำตามมา

แผลเป็นแต่ละชนิดตอบสนองต่อการรักษาไม่เท่ากัน เช่น

  • แผลเป็นนูน–คีลอยด์ มักเน้นการลดนูน ลดตึง ลดคัน และค่อย ๆ ให้สีแผลกลมกลืนขึ้น

  • แผลเป็นแบน–สีคล้ำ อาจใช้เลเซอร์ร่วมกับยาทาเพื่อลดสีที่ต่างจากผิวรอบข้าง

  • แผลเป็นบุ๋ม มักต้องเน้นฟื้นฟูโครงสร้างผิวด้านล่าง

เป้าหมายของการรักษามักเป็น “ให้แผลดูเด่นน้อยลง เข้าได้กับผิวรอบ ๆ” มากกว่าการทำให้หายไปจนมองไม่เห็นเลย แพทย์จะอธิบายระดับความเป็นไปได้ตามลักษณะแผลและระยะเวลาที่เกิดแผลมานานแล้ว

มักใช้หลักการเรียงลำดับความสำคัญดังนี้

  1. ควบคุมสิวและการอักเสบก่อน เพื่อลดการเกิดรอยแดง–รอยดำ–หลุมสิวเพิ่ม

  2. จัดการปัจจัยกระตุ้นเม็ดสี (ฝ้า กระ รอยดำ) เช่น กันแดด สกินแคร์ที่เหมาะสม แล้วจึงค่อยเลือกหัตถการเสริมทีละส่วน

  3. ค่อย ๆ เพิ่มการรักษาอื่นทีละอย่าง เช่น เลเซอร์ไฝหรือเก็บรายละเอียดแผลเป็น หลังผิวนิ่งระดับหนึ่งแล้ว

ในบางรายแพทย์อาจออกแบบให้ทำมากกว่าหนึ่งอย่างในวันเดียวกันได้ หากขั้นตอนเหล่านั้นไม่รบกวนกันและกัน และอยู่ในแผนที่เหมาะกับสภาพผิวและเวลาพักฟื้นที่คนไข้รับได้ โดยจะอธิบายลำดับการรักษาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นให้ตัดสินใจร่วมกัน

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์สำหรับรายใดรายหนึ่ง การวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ