

แม้สิวจะยุบลงแล้ว แต่หลายคนยังต้องเผชิญกับรอยแดงหรือรอยดำที่คงอยู่บนผิวอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ แต่งหน้าก็ยังปกปิดได้ไม่หมด และอาจส่งผลต่อความมั่นใจ หลายคนจึงมองหาแนวทางลดรอยสิวที่เหมาะกับปัญหาผิวของตัวเอง
รอยสิวไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว การทำความเข้าใจสาเหตุว่ารอยสิวเกิดจากอะไรและลักษณะของรอยที่เกิดขึ้น จะช่วยให้เลือกวิธีดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักประเภทของรอยสิว สาเหตุที่ทำให้รอยจางช้า และแนวทางลดรอยสิวที่แพทย์แนะนำ
การลดรอยสิวควรเริ่มจากการแยกประเภทของรอยก่อนว่าเป็นรอยแดงหรือรอยดำ เพราะแต่ละชนิดมีสาเหตุและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปควรเริ่มจากการควบคุมสิวที่ยังอักเสบ ลดปัจจัยที่ทำให้รอยเข้มขึ้น และเลือกผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ให้เหมาะกับสภาพผิว เพื่อช่วยให้รอยสิวค่อย ๆ จางลง
รอยสิว หมายถึง รอยที่หลงเหลืออยู่หลังจากสิวอักเสบยุบลงแล้ว ซึ่งเกิดจากการตอบสนองต่อการอักเสบและกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ ส่งผลให้สีผิวหรือพื้นผิวบริเวณที่เคยเป็นสิวอาจยังไม่กลับมาเป็นปกติทันที1 อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงหรือระยะเวลาที่รอยสิวจะคงอยู่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว และความสามารถในการฟื้นฟูผิว


ก่อนจะรู้ว่ารอยสิวรักษายังไง ดูแลแบบไหนถึงจะจางลง ควรทำความเข้าใจก่อนว่ารอยสิวที่เป็นอยู่ถูกจัดอยู่ในประเภทไหน เพื่อให้วางแผนหรือเลือกแนวทางการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม โดยรอยสิวแบ่งได้เป็น 2 ประเภท2 ได้แก่ รอยแดงจากสิว (Post-inflammatory erythema: PIE) และรอยดำจากสิว (Post-inflammatory hyperpigmentation: PIH) ซึ่งมีสาเหตุการเกิด ลักษณะของรอย และการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้


รอยแดงที่เกิดจากสิว คือ รอยสีชมพู แดง หรืออาจมีสีแดงอมม่วงซึ่งเกิดขึ้นหลังสิวอักเสบยุบลง เนื่องจากเกิดการขยายตัวหรือการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดฝอย มักสังเกตเห็นได้ชัดในผู้ที่มีผิวขาว ซึ่งรอยแดงสามารถค่อย ๆ จางลงได้เองตามธรรมชาติ แต่อาจใช้ระยะเวลานานหลายเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสิวอักเสบ และการฟื้นตัวของผิวในแต่ละบุคคล


รอยดำที่เกิดจากสิว คือ รอยสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม หรือสีเทาที่เกิดขึ้นหลังจากสิวอักเสบ เนื่องจากกระบวนการอักเสบนั้นกระตุ้นให้ผิวสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้เม็ดสีสะสมอยู่บริเวณที่เคยเป็นสิว จนปรากฏเป็นรอยดำบนผิว ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้ที่มีผิวสีเข้ม รวมถึงผู้ที่สัมผัสแสงแดดโดยไม่ป้องกัน เนื่องจากรังสี UV อาจกระตุ้นให้รอยดำมีสีเข้มขึ้นและจางลงได้ช้ากว่าปกติ
ทั้งนี้รอยดำบางส่วนจะค่อย ๆ จางลงได้เองตามธรรมชาติ แต่ในหลายรายอาจใช้เวลาหลายเดือน หรือมากกว่านั้นหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม






💡รอยสิว กับ หลุมสิวเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
แม้รอยสิว กับ หลุมสิว จะเกิดขึ้นหลังสิวหาย แต่มีความแตกต่างกัน คือ รอยสิวเป็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิว เช่น รอยแดงสิว รอยดำสิว ที่สามารถจางลงได้ตามเวลา ขณะที่หลุมสิวเป็นการสูญเสียคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวเกิดเป็นรอยบุ๋ม และไม่สามารถหายเองได้
รอยสิวอาจจะค่อย ๆ จางลงได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หลายคนกลับเผชิญกับปัญหารอยสิวที่ไม่จางลงไปสักที แม้จะผ่านการดูแลผิวอย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม ซึ่งเหตุผลที่รอยสิวไม่หายสักทีอาจเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้


ผู้ที่มีผิวสองสีหรือผิวเข้ม มักสังเกตว่ารอยสิว โดยเฉพาะรอยดำสิวอาจอยู่บนผิวนานกว่าคนผิวขาว เนื่องจากผิวมีแนวโน้มสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดการอักเสบ ทำให้รอยสิวเข้มขึ้นและค่อย ๆ จางลงช้ากว่า3
โดยเฉพาะสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งอาจทำให้ผิวชั้นหนังแท้ได้รับความเสียหายและใช้เวลาฟื้นตัวมากขึ้น ส่งผลให้รอยสิวจางช้ากว่าปกติ3
เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคือง และทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ทุกวัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รอยสิวเข้มขึ้น
การสัมผัสแสงแดดและรังสี UV โดยไม่ทาครีมกันแดดหรือป้องกันผิวอย่างเหมาะสม จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้รอยดำสิวเข้มขึ้น และจางได้ช้าลง นอกจากนี้ แสงแดดยังอาจกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบมากขึ้น รอยแดงสิวที่เป็นอยู่อาจดูชัด และใช้เวลาในการฟื้นฟูนานขึ้นด้วย
หากยังมีสิวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผิวก็จะเกิดการอักเสบซ้ำ ๆ ทำให้รอยแดงและรอยดำเดิมยังไม่ทันจาง ก็มีรอยใหม่เกิดขึ้นตามมา ส่งผลให้รู้สึกว่ารอยสิวไม่เคยหายไปจากผิวเสียที
เชื่อว่าหลายคนพยายามหาวิธีลดรอยสิว ด้วยการใช้สกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาหลายตัว แต่รอยแดงและรอยดำก็ยังไม่จางลงอย่างที่คาดหวัง ซึ่งการลดรอยจากสิวให้เห็นผลมักต้องอาศัยการดูแลผิวอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเลือกวิธีรักษาให้สอดคล้องกับสาเหตุของรอยสิว รวมถึงลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้รอยสิวเข้มขึ้นหรือจางช้าลง
โดย 5 แนวทางต่อไปนี้เป็นแนวทางที่แพทย์แนะนำ เพื่อดูแลให้รอยสิวค่อย ๆ จางลง สีผิวดูสม่ำเสมอ และลดโอกาสการเกิดรอยสิวใหม่ในระยะยาวได้


หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รอยสิวจางช้า คือการปล่อยให้สิวอักเสบอยู่บนผิวนานเกินไปและไม่มีการรักษาที่เหมาะสม ฉะนั้นหากต้องการให้รอยสิวจางลง โดยเฉพาะรอยแดงสิว และลดโอกาสการเกิดรอยดำด้วยนั้น ควรเริ่มจากการควบคุมการอักเสบของสิว หรือรักษาสิวที่เป็นอยู่ให้หายดี4
โดยแนวทางการรักษาสิวอักเสบสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาทา การทานยารักษาสิว อาศัยหัตถการทางการแพทย์ หรือเทคโนโลยีเลเซอร์เพื่อลดการอักเสบของสิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว สภาพผิว และการตอบสนองของผิวต่อการรักษาในแต่ละบุคคล


ระหว่างการดูแลรอยสิวให้จางลง ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้รอยสิวเข้มขึ้นหรือทำให้ผิวฟื้นตัวได้ช้าลง เช่น การสัมผัสแสงแดดโดยไม่ป้องกันผิว การแกะสิวด้วยตัวเอง เพราะแม้สิวจะหายแล้ว แต่หากผิวยังคงได้รับการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบหรือสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น รอยสิวก็อาจใช้เวลานานกว่าจะจางลง
โดยแพทย์มักแนะนำให้หมั่นทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้ รวมถึงเลี่ยงพฤติกรรมการดูแลผิวที่ผิดวิธี อย่างการแกะหรือบีบสิว เพื่อช่วยให้รอยสิวจางลงได้ดีขึ้น และลดโอกาสที่รอยสิวจะเข้มขึ้นหรือคงอยู่นาน


การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลที่มีสารออกฤทธิ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทางการแพทย์ มีส่วนช่วยให้รอยสิวจางลงได้ ซึ่งควรใช้อย่างถูกต้องตามข้อบ่งใช้และอาจใช้ร่วมกับแนวทางการรักษาสิวอย่างเหมาะสม5 เช่น


สารสกัดออกฤทธิ์ที่ช่วยลดการอักเสบและยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีบางส่วน จึงอาจช่วยให้รอยดำหลังสิวค่อย ๆ จางลง


หรือ Ascorbic Acid สารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยให้ผิวกระจ่างใส จุดด่างดำ หรือรอยดำสิวลดลง ขณะเดียวกันยังมีคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบและปกป้องผิวไม่ให้เสื่อมโทรมจากแสงแดดอีกด้วย


หรือวิตามิน B3 ช่วยชะลอการกระจายเม็ดสีเมลานินขึ้นมายังผิวชั้นบน ทำให้รอยดำสิวค่อย ๆ จางลง รวมถึงมีส่วนช่วยลดการอักเสบของผิว และเสริมเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและมีสีผิวที่สม่ำเสมอ


สารออกฤทธิ์สำคัญที่นิยมพบในผลิตภัณฑ์ดูแลฝ้า หรือจุดด่างดำ ซึ่งช่วยลดรอยดำสิวได้ และมีงานศึกษาว่าเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องยังช่วยลดรอยแดงจากสิว หรือลดความรุนแรงของสิวอักเสบได้เช่นกัน6


เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคือง และทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ทุกวัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รอยสิวเข้มขึ้น


การใช้สารผลัดผิว หรือลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels) เช่น กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) กรดผลไม้ (AHA) เป็นแนวทางการดูแลรอยสิวแบบไม่ต้องผ่าตัดที่เหมาะกับการลดรอยดำจากสิว โดยเร่งการผลัดผิวชั้นนอกที่มีเม็ดสีเมลานินสะสมให้หลุดลอกออก ทำให้รอยดำสิวค่อย ๆ จางลง5
นอกจากนี้ยังมีเรตินอยด์ (Retinoids) หรือสารกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น เตรทิโนอิน (Tretinoin) และ อะดาพาลีน (Adapalene) ที่ไม่เพียงแต่จะมีคุณสมบัติช่วยผลัดผิวเพื่อลดรอยดำหลังสิวอักเสบให้จางลงแล้ว ยังช่วยลดการอุดตันภายในรูขุมขน ทำให้ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ด้วย7


สำหรับผู้ที่ดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ แต่รอยแดงหรือรอยดำยังไม่จางลง การรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์รอยสิว อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้รอยสิวจางลงได้เร็วขึ้น โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับลักษณะของรอย ดังนี้
รอยแดงจากสิวเกิดจากหลอดเลือดฝอยบริเวณที่เคยอักเสบยังคงขยายตัวอยู่หลังสิวหาย การเลือกใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์จึงมุ่งลดความผิดปกติของหลอดเลือด เพื่อลดความแดงของผิวและช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอมากขึ้น เช่น Pulsed Dye Laser (PDL), Nd:YAG Laser และเทคโนโลยีแสงความเข้มสูงหลายช่วงคลื่น (Intense Pulsed Light: IPL)
เมื่อผิวเกิดการอักเสบ ร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการสะสมเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีทางการแพทย์จึงมุ่งลดเม็ดสีส่วนเกินที่สะสมอยู่ในผิว ทำให้รอยดำจากสิวค่อย ๆ จางลง เช่น Q-switched Nd:YAG Laser, Picosecond Laser, Fractional Laser และ Intense Pulsed Light (IPL)
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เลเซอร์หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อรักษารอยสิว แพทย์จะพิจารณาจากชนิดของรอยสิว สีผิว และสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม และอาจพิจารณาใช้ร่วมกับแนวทางการรักษาอื่น ๆ เพื่อให้การดูแลสอดคล้องกับลักษณะปัญหาผิวของแต่ละบุคคล
ถึงแม้ว่ารอยสิวจะจางลงได้เมื่อเวลาผ่านไป หรือได้รับการดูแลผิวที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าเมื่อไหร่เผชิญกับปัญหาเหล่านี้ แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมต่อไป
รอยสิวแต่ละชนิดมีสาเหตุ ลักษณะ และการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน BSL Clinic จึงเริ่มจากการประเมินรอยสิว สิวที่ยังเป็นอยู่ และสภาพผิวโดยรวม ก่อนวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล พร้อมติดตามการเปลี่ยนแปลงของผิวเพื่อพิจารณาปรับแผนในแต่ละช่วง


เมื่อประเมินปัญหาผิวและสภาพผิวโดยรวมแล้ว แพทย์จะออกแบบแนวทางการรักษาให้สอดคล้องกับลักษณะรอยสิว สภาพผิว และเป้าหมายของผู้รับบริการแต่ละคน ซึ่งที่ BSL Clinic แพทย์วางแผนการลดรอยสิวตามชนิดของรอยสิว ดังนี้


เทคโนโลยี IPL แสงพลังงานสูงแบบหลายช่วงคลื่น ช่วยลดเลือนรอยแดงหลังสิวอักเสบให้จางลง ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอมากขึ้น


เลเซอร์ลดรอยแดงสิวเทคโนโลยี Long Pulse Nd:YAG ส่งพลังงานลึกถึงชั้นหนังแท้เพื่อลดขนาดและจำนวนของเส้นเลือดฝอย ทำให้รอยแดงดูจางลง


Laser Genesis Program ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยลดรอยแดงบนผิวแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบ และกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้สีผิวสม่ำเสมอและเรียบเนียนมากขึ้นด้วย
แนวทางดูแลรอยดำสิว
เลือกใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงกับเม็ดสีเมลานินเพื่อลดเลือนรอยดำให้จางลง


โปรแกรม Fractional CO2 Laser ซึ่งแพทย์จะพิจารณาใช้ร่วมกับเทคนิค Laser-Assisted Drug Delivery (LADD) โดยสร้างช่องขนาดเล็กบนผิว เพื่อช่วยนำส่งยารักษาคีลอยด์ให้เข้าถึงบริเวณแผลได้ดีขึ้น พร้อมช่วยปรับผิวบริเวณแผลเป็นให้ดูเรียบเนียนและกลมกลืนกับผิวโดยรอบมากขึ้น


Fraxel Laser Program ที่ปล่อยพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลัดผิวชั้นนอกและฟื้นฟูผิวบริเวณที่มีเม็ดสีสะสม ทำให้รอยดำค่อย ๆ ดูจางลง พร้อมช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น


โปรแกรม Pico Laser ปล่อยพลังงานที่มีความแม่นยำสูงอย่างรวดเร็วโดยลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อผิวรอบข้าง เพื่อทำให้เม็ดสีแตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็ก และค่อย ๆ ถูกกำจัดตามกระบวนการของร่างกาย จึงอาจช่วยให้รอยดำดูจางลง


การตอบสนองต่อการรักษารอยสิวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ที่ BSL จึงให้ความสำคัญทั้งกับการประเมินปัญหาผิว การวางแผนการรักษา และการติดตามผลหลังทำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยสอบถามอาการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน แพทย์จะประเมินการเปลี่ยนแปลงของผิวเป็นระยะ และพิจารณาปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารีวิวลดรอยดำสิว และรอยแดงจากสิว ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นผลการดูแลจากผู้รับบริการจริงของ BSL Clinic เพื่อให้เห็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังได้รับการดูแล
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความรุนแรงของปัญหา และการตอบสนองต่อการรักษา






































แม้รอยสิวจะสามารถค่อย ๆ จางลงได้ตามการฟื้นตัวของผิว แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมก็มีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดรอยใหม่ในอนาคต และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น เช่น


หากถามว่า รอยสิวกี่วันหาย จริง ๆ แล้วไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน แต่โดยทั่วไปแล้วรอยดำจากสิวอาจใช้เวลาประมาณ 6–12 เดือน หรือมากกว่านั้น ส่วนระยะเวลาของรอยแดงจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของผิวและความรุนแรงของสิวในแต่ละบุคคล3
การลดรอยสิวที่หลังดูแลคล้ายกับรอยสิวบนผิวหน้า ได้แก่ เริ่มจากการควบคุมการอักเสบของสิว เลี่ยงการบีบ แกะสิวด้วยตัวเอง หรือเข้าพบแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสม แต่ด้วยสิวที่หลังอยู่บริเวณที่กว้าง เกิดการเสียดสีและอับชื้นได้ง่าย การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจึงควรเลือกรูปแบบการใช้ให้เหมาะสม
ครีมลดรอยสิวสามารถช่วยดูแลให้รอยสิวจางลงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารออกฤทธิ์ที่ใช้ และจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนควบคุมการเกิดสิวร่วมด้วย เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
ทำได้ และส่วนใหญ่แพทย์มักพิจารณาเป็นแนวทางร่วมกัน เพื่อควบคุมการอักเสบของสิวไปพร้อม ๆ กับลดโอกาสการเกิดรอยสิวใหม่ โดยแพทย์จะวางแผนการรักษาที่สอดคล้องกับปัญหาผิวและสภาพผิวของแต่ละบุคคล
โดยทั่วไป เลเซอร์รอยสิวไม่ได้ทำให้ผิวบาง กลับกันจะช่วยกระตุ้นให้โครงสร้างของผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งนี้การทำเลเซอร์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์ ซึ่งจะประเมินปัญหาผิวและเลือกค่าพลังงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ฟังคำตอบชัด ๆ จากคุณหมอ คลิก >> เลเซอร์ทำให้หน้าบางจริงไหม?
ยังไม่มีวิธีลดรอยสิวเร่งด่วน หรือทำให้รอยสิวหายได้ทันที เนื่องจากการลดเลือนรอยสิวให้จางลงต้องอาศัยระยะเวลาให้ผิวได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ โดยระยะเวลาที่รอยสิวจะจางลงนั้นอาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคล
การลดรอยสิวควรเริ่มจากการแยกให้ออกว่ารอยที่เกิดขึ้นเป็นชนิดใดและมีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อเลือกแนวทางดูแลให้สอดคล้องกับปัญหาผิว เช่น รอยแดงซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดฝอยหลังการอักเสบ และ รอยดำซึ่งเกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินหลังสิวอักเสบ
หากยังไม่แน่ใจว่ารอยสิวที่เป็นอยู่เป็นรอยแดงหรือรอยดำ หรือควรเลือกแนวทางดูแลแบบใด การเข้ารับการประเมินลักษณะรอยสิวและสภาพผิวกับแพทย์ จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น
ที่ BSL Clinic แพทย์จะประเมินลักษณะของรอยสิว สิวที่ยังเป็นอยู่ และสภาพผิวโดยรวมของแต่ละบุคคล ก่อนวางแผนการดูแลด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การควบคุมสิว การดูแลผิว หรือการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สำหรับรอยแดงและรอยดำ พร้อมติดตามการเปลี่ยนแปลงของผิว และให้คำแนะนำในการดูแลหลังทำ เพื่อช่วยให้รอยสิวค่อย ๆ จางลง ผิวดูสม่ำเสมอขึ้น และกลับมามีความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันอีกครั้ง


แพทย์ประจำ BSL Clinic เลขว. 39678








Call Center : +66993438666
Line ID : @bslclinic
Whatsapp : +66620136667
bslclinic.com
Copyright © 2015 www.bslclinic.com All Rights Reserved.