

อีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคที่หลายคนคุ้นเคยและมักพบในวัยเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน โดยอาการที่สังเกตได้มักเกี่ยวข้องกับผื่นและตุ่มน้ำตามผิวหนัง ซึ่งลักษณะอาการอาจแตกต่างกันในแต่ละคน แล้วโรคตุ่มน้ำตามผิวหนังนี้เกิดจากอะไร ติดต่อกันได้ไหม ลักษณะอาการเป็นแบบไหนบ้าง และหากเป็นแล้วควรดูแลหรือรักษาอย่างไร? บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรคนี้มาให้แล้ว ตั้งแต่สาเหตุ การติดต่อ อาการ ไปจนถึงแนวทางการรักษาและการดูแลตัวเองที่ควรรู้
โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus (VZV) โดยโรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นครั้งแรก หลังได้รับเชื้อไวรัสจะใช้เวลาเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายภายในร่างกายก่อน จึงยังไม่เกิดโรคขึ้นทันที ช่วงเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเริ่มเกิดโรคเรียกว่า ระยะฟักตัว ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10–21 วัน
แม้ส่วนใหญ่มักพบในเด็ก แต่ความรุนแรงของโรคอาจเพิ่มขึ้นในคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังพบว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ปอดจากโรคนี้อีกด้วย (Denny et al., 2018) ดังนั้น หากอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงดังกล่าวและสงสัยว่าได้รับเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
อาการของโรคอีสุกอีใสไม่ได้มีเพียงตุ่มน้ำตามผิวเท่านั้น แต่อาจมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของโรค โดยอาการที่พบได้บ่อย มีดังนี้
โดยทั่วไป อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 7–10 วันหลังเริ่มมีผื่น โดยตุ่มน้ำจะทยอยแห้งและตกสะเก็ด อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจนานกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและภาวะสุขภาพของแต่ละคน
อีสุกอีใสสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้ โดยเชื้อ Varicella-zoster virus (VZV) สามารถแพร่ผ่านละอองในอากาศหรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ รวมถึงการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำหรือสารคัดหลั่งจากผื่น ซึ่งอาจแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1–2 วันก่อนเริ่มมีผื่น จนกระทั่งตุ่มทั้งหมดแห้งและตกสะเก็ด จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นในช่วงดังกล่าว
ส่วนคำถามว่า อีสุกอีใสเป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม? คำตอบคือ ไม่เป็น เนื่องจากร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ ทำให้ไม่เป็นซ้ำ แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในบางกรณี
เมื่อเป็นอีสุกอีใส การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอาการเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยบรรเทาอาการ ลดการระคายเคืองของผิว และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยมีข้อควรระวังและแนวทางการดูแลที่ควรรู้ ดังนี้




การรักษาอีสุกอีใสขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรงของอาการ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน โดยผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมักเน้นการรักษาตามอาการ ขณะที่ผู้ที่มีโอกาสเกิดโรครุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนอาจต้องได้รับการประเมินเพื่อพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม
วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella vaccine) ใช้เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคและลดโอกาสเกิดอาการรุนแรง โดยมีข้อมูลว่าการได้รับวัคซีน 2 เข็มให้ประสิทธิผลในการป้องกันสูงกว่าการได้รับ 1 เข็ม (Henry et al., 2018)
ในผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันและเพิ่งสัมผัสผู้ป่วย วัคซีนอาจมีบทบาทในการป้องกันหลังสัมผัสเชื้อด้วย โดยการศึกษาพบว่าการให้วัคซีนภายใน 3 วันหลังสัมผัสเชื้อในเด็กช่วยลดโอกาสเกิดโรคและลดความรุนแรงในผู้ที่ยังเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานดังกล่าวในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ยังมีข้อจำกัด (Macartney et al., 2014)
ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน หรือเคยได้รับวัคซีนครบหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประวัติและความเหมาะสมของการรับวัคซีนในแต่ละบุคคล
อีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ Varicella-zoster virus (VZV) สามารถติดต่อระหว่างคนได้ และมักสังเกตได้จากผื่นแดงหรือตุ่มน้ำตามผิวหนัง โดยอาการอาจแตกต่างกันในแต่ละคน การรักษาส่วนใหญ่จึงพิจารณาตามอาการและภาวะสุขภาพ พร้อมดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
เขียนบทความโดย
นพ. วุฒินันท์ สิทธิผลวนิชกุล (Wutinan Sithipolvanichgul, M.D.)
แพทย์ประจำ BSL Clinic เลขว. 39678
หากเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อย และพบผื่นหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามลำตัว ใบหน้า หรือหนังศีรษะ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย โดยเฉพาะในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีผื่น เพื่อประเมินความจำเป็นในการใช้ยาต้านไวรัสและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
ไม่ควรให้เด็กไปโรงเรียนจนกว่าตุ่มน้ำทั้งหมดจะแห้งและกลายเป็นสะเก็ด ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 5–7 วันหลังเริ่มมีผื่น เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังเพื่อนร่วมชั้น ครู และผู้ที่มีความเสี่ยง รวมถึงให้เด็กได้พักฟื้นจนร่างกายแข็งแรงก่อนกลับไปทำกิจกรรมตามปกติ
อาบน้ำได้ตามปกติ แต่ควรเลี่ยงการขัด ถูรุนแรงบริเวณที่มีตุ่มอีสุกอีใส เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือทิ้งรอยแผลเป็นได้ และหลังอาบน้ำควรซับผิวให้แห้งอย่างเบามือ เลี่ยงการเช็ดแรง ๆ เพื่อลดโอกาสการระคายเคืองผิวเพิ่มเติม
ในผู้ใหญ่ อีสุกอีใสบางรายอาจมีอาการรุนแรงกว่ากลุ่มเด็ก เช่น มีไข้สูง ผื่นขึ้นมาก หรือเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ จึงควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและการดูแลอย่างใกล้ชิดหากเป็นอีสุกอีใสในวัยผู้ใหญ่
การเกาหรือแกะตุ่มน้ำอาจทำให้ผิวฉีกขาด เกิดแผลถลอกและเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่าย รวมถึงเพิ่มโอกาสทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยบุ๋มหลังหาย การตัดเล็บให้สั้น สวมถุงมือบาง ๆ ขณะนอน และใช้ยาทา/ยากินเพื่อลดอาการคันตามคำแนะนำแพทย์ช่วยลดการเกาโดยไม่รู้ตัวได้
ถ้าตุ่มแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมดแล้ว โดยทั่วไปจะไม่เกิดการแพร่เชื้อ หรือติดต่อกันได้แล้ว
อีสุกอีใสและงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน คือ Varicella-zoster virus (VZV) แต่เกิดขึ้นคนละช่วง โดยเมื่อได้รับเชื้อครั้งแรกจะทำให้เป็นอีสุกอีใส หลังจากหายแล้วเชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และอาจกลับมาทำให้เกิดงูสวัดในภายหลังได้ ลักษณะผื่นก็ต่างกัน โดยอีสุกอีใสมักมีผื่นหรือตุ่มน้ำกระจายตามร่างกาย ส่วนงูสวัดมักเกิดเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาทและอาจมีอาการปวดร่วมด้วย
เมื่อสะเก็ดหลุดและผิวเริ่มปิดดีแล้ว สามารถเริ่มใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น หรือผลิตภัณฑ์ดูแลรอยบางชนิดตามคำแนะนำของแพทย์ ร่วมกับการทาครีมกันแดดให้สม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสที่รอยจะคล้ำหรือนูนเด่นขึ้น ในบางกรณีที่มีรอยบุ๋มหรือรอยชัดมาก แพทย์อาจพิจารณาวิธีดูแลเพิ่มเติมในระยะถัดไป
ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์หรือใช้แทนการพบแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพผิวหรือหนังศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง








Call Center : +66993438666
Line ID : @bslclinic
Whatsapp : +66620136667
bslclinic.com
Copyright © 2015 www.bslclinic.com All Rights Reserved.