โทรปรึกษาฟรี add LINE รับโปรลูกค้าใหม่
Add LINE Chat on WhatsApp Chat on WeChat
[gtranslate]
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
[gtranslate]
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
มอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี?

มอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี? เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว เพื่อผิวชุ่มชื้นสุขภาพดี

มอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี? หลายคนอาจเคยซื้อผลิตภัณฑ์ตามรีวิว แต่พอใช้จริงกลับไม่เข้ากับผิว ทาแล้วรู้สึกเหนอะหนะ หน้ามันขึ้น หรือใช้เท่าไรก็ยังรู้สึกว่าผิวแห้งอยู่ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ตัวนั้นไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะเนื้อสัมผัสและส่วนผสมยังไม่เหมาะกับสภาพผิวของเรา

แล้วผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแพ้ง่าย ควรเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะ? บทความนี้จะพาไปรู้จักการทำงานของตัวช่วยบำรุงผิวนี้ ส่วนผสมและเนื้อสัมผัสแต่ละแบบ ก่อนนำไปสู่การเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว พร้อมวิธีใช้และข้อควรระวังที่ควรรู้

มอยส์เจอร์ไรเซอร์สำคัญกับผิวอย่างไร?

มอยส์เจอไรเซอร์ทำงานอย่างไร สำคัญกับผิวแค่ไหน?

มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ผิวรู้สึกนุ่มหรือชุ่มชื้นหลังทา แต่มีบทบาทในการช่วยเพิ่มและรักษาความชุ่มชื้นในผิว รวมถึงช่วยลดการสูญเสียน้ำผ่านผิว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการทำงานของ เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เมื่อผิวรักษาความชุ่มชื้นได้เหมาะสม ผิวจะมีความยืดหยุ่นและรับมือกับปัจจัยภายนอกที่อาจรบกวนผิวได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม แต่ละสูตรไม่ได้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด เพราะอาศัยส่วนผสมหลายกลุ่มที่ทำหน้าที่ต่างกัน ทั้งการเพิ่มน้ำให้ผิว เติมเต็มส่วนประกอบระหว่างเซลล์ผิว และสร้างชั้นเคลือบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ การเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงช่วยให้เราเลือก มอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี และเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองได้ง่ายขึ้น  

3 กลไกหลักของมอยส์เจอไรเซอร์

บทบาทการทำงานหลักของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดนี้ คือ การช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวผ่านกลไกที่แตกต่างกัน โดยส่วนประกอบในหนึ่งผลิตภัณฑ์อาจทำงานร่วมกันมากกว่าหนึ่งกลไก เพื่อช่วยเพิ่มน้ำ ลดการสูญเสียน้ำ และทำให้ผิวสัมผัสเรียบขึ้น ได้แก่

  • เพิ่มน้ำให้ผิว (Humectants) : มีคุณสมบัติจับน้ำและช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของผิวชั้นนอก จึงช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นและลดความรู้สึกแห้งตึง
  • ช่วยให้ผิวเรียบและนุ่มขึ้น (Emollients) : โดยเติมเต็มบริเวณระหว่างเซลล์ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวที่แห้งหรือหยาบมีสัมผัสเรียบและนุ่มขึ้น
  • ลดการสูญเสียน้ำจากผิว (Occlusives) : สร้างชั้นเคลือบบริเวณผิวเพื่อลดการระเหยของน้ำออกจากผิว หรือ Transepidermal Water Loss (TEWL) จึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้อยู่ในผิวได้นานขึ้น

ส่วนผสมที่พบบ่อยในมอยส์เจอไรเซอร์

การดูส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดนี้ จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าผลิตภัณฑ์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อดูแลความชุ่มชื้นของผิวอย่างไร ตัวอย่างส่วนผสมที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • กลีเซอริน (Glycerin): ช่วยจับน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นนอก
  • กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid): ช่วยเพิ่มและรักษาความชุ่มชื้นในผิว
  • ยูเรีย (Urea): ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความสามารถในการอุ้มน้ำของผิว โดยคุณสมบัติบางอย่างขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
  • โซเดียม พีซีเอ (Sodium PCA): เป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่เกี่ยวข้องกับสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิว (Natural Moisturizing Factor: NMF)
  • เซราไมด์ (Ceramides): เป็นไขมันที่พบตามธรรมชาติในชั้นผิว และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเกราะป้องกันผิว
  • ปิโตรลาทัม (Petrolatum): ช่วยเคลือบผิวและลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นว่าผลิตภัณฑ์จะต้องมีส่วนผสมเหล่านี้ครบทุกตัวจึงจะเหมาะกับผิว เพราะผลของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับ สูตรโดยรวม ความเข้มข้นของส่วนผสม และสภาพผิวของผู้ใช้ มากกว่าการพิจารณาส่วนผสมเพียงตัวเดียว

มอยเจอร์ไรเซอร์แบบเจล โลชั่น และครีม ต่างกันอย่างไร?

เจล โลชั่น และครีม แตกต่างกันที่โครงสร้างของสูตร ความข้น และความรู้สึกหลังทา โดยทั่วไป เจล มักให้สัมผัสเบาและเกลี่ยง่าย โลชั่น มีลักษณะเหลวกว่าครีมและกระจายบนผิวได้ง่าย ส่วน ครีม มักมีเนื้อเข้มข้นและให้ความรู้สึกเคลือบผิวมากกว่า อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกของเนื้อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเพิ่มความชุ่มชื้นได้มากหรือน้อยเพียงใด เพราะยังขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของส่วนผสมในแต่ละสูตรด้วย

มอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี? เลือกให้เหมาะกับ 4 สภาพผิว

การเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนได้รับความนิยมหรือมีส่วนผสมมากที่สุด แต่ควรเริ่มจากการรู้จักสภาพผิวของตัวเอง เพราะผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย มีความต้องการด้านความชุ่มชื้นและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน เมื่อรู้ว่าผิวของเราเป็นแบบไหน ก็จะช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดนี้ได้เหมาะสมมากขึ้น

ผิวแห้ง

ถ้าหลังล้างหน้าแล้วรู้สึกตึง ผิวดูแห้ง สัมผัสไม่เรียบ หรือบางช่วงมีขุย อาจเป็นสัญญาณว่าผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ไม่ดีและสูญเสียน้ำออกจากผิวมากขึ้น ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศ การล้างหน้าบ่อย หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแห้งเกินไป

ผิวหน้าแห้งใช้อะไรดี แนะนำว่าควรเลือกสูตรที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นควบคู่กับการลดการสูญเสียน้ำ เนื้อครีมที่มีความเข้มข้นขึ้นอาจเหมาะกับผิวที่แห้งมาก ส่วนคนที่ไม่ชอบความหนักผิวสามารถเลือกเนื้อที่เบาลงได้ โดยดูว่าหลังทาแล้วผิวยังคงชุ่มชื้นและไม่แห้งตึง

ช่วงหน้าหนาวดูแลผิวแบบไหนดี? อ่านเพิ่มเติมได้ที่: 6 วิธีดูแลผิวช่วงหน้าหนาว

ผิวมัน

หลายคนที่มีผิวมันอาจเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ เพราะกลัวว่าจะทำให้หน้ามันหรือเป็นสิวง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว ผิวมันก็ยังต้องการความชุ่มชื้น และสามารถใช้ผลิตภัณฑ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่อาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง

โดยการเลือกมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวมัน แนะนำเลือกเนื้อเจล เจลครีม หรือโลชั่นที่บางเบาและไม่เหนอะหนะ หากมีสิวหรืออุดตันง่าย ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวเป็นสิวง่ายและสังเกตการตอบสนองหลังใช้ เพื่อให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มปัญหาการอุดตัน

เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์

ผิวแพ้ง่าย

คนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิดแล้วรู้สึกแสบ คัน ตึง หรือมีรอยแดงได้ง่าย อาจเรียกตัวเองว่าเป็นคน “ผิวแพ้ง่าย” แต่อาการเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการระคายเคือง การแพ้สัมผัส หรือภาวะผิวหนังบางอย่าง จึงไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียวว่าแพ้ส่วนผสมชนิดใด

ฉะนั้นเวลาเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี ควรเน้นตัวที่ไม่ซับซ้อนและหลีกเลี่ยงสิ่งที่เคยใช้แล้วเกิดอาการ โดยเฉพาะเมื่อลองผลิตภัณฑ์ใหม่ควรสังเกตผิวหลังใช้ หากมีอาการแสบ คัน แดง หรือเกิดผื่น ควรหยุดใช้ และหากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

ผิวผสม

ลักษณะของผิวผสมสังเกตได้จากแต่ละบริเวณของใบหน้ามีความมันและความแห้งไม่เท่ากัน เช่น ช่วงหน้าผาก จมูก และคางมันง่าย แต่บริเวณแก้มหรือรอบปากกลับแห้งหรือตึง ทำให้การเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ต้องคำนึงถึงทั้งสองลักษณะ ไม่ใช่เน้นลดความมันหรือเพิ่มความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว

แนะนำให้เริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบาถึงปานกลาง ที่ใช้ได้ทั่วใบหน้า แล้วปรับการทาตามแต่ละบริเวณ เช่น ทาปริมาณน้อยในช่วงที่มันง่าย และเพิ่มในบริเวณที่แห้ง หากบางจุดยังแห้งมาก สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นขึ้นเฉพาะจุดได้ วิธีนี้ช่วยให้ดูแลผิวแต่ละบริเวณตามความต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกผลิตภัณฑ์เพียงจากคำว่า “ผิวมัน” หรือ “ผิวแห้ง” เท่านั้น

วิธีทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ได้ผลดี
ถ้าผิวปกติ...เลือกมอยส์เจอไรเซอร์แบบไหน?

ผิวปกติที่ไม่แห้งหรือมันเด่นชัด ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยคงความชุ่มชื้นและใช้แล้วสบายผิว โดยสามารถปรับเนื้อสัมผัสให้เข้มข้นหรือบางเบาขึ้นตามสภาพผิวและอากาศในช่วงนั้น

ไม่มั่นใจว่าสภาพผิวตัวเองเหมาะกับผลิตภัณฑ์แบบไหน?

ปรึกษา/ขอคำแนะนำจากแพทย์ BSL >>

การเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับผิว

วิธีใช้มอยส์เจอไรเซอร์ให้ผิวคงความชุ่มชื้น

วิธีการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ซับซ้อน แต่ช่วงเวลาที่ทาและการเลือกใช้ให้เหมาะกับบริเวณของผิว มีส่วนช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น โดยมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการใช้ ดังนี้

  • ทาหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำ: ควรทาขณะที่ผิวยังมีความชุ่มชื้นเล็กน้อย เพื่อช่วยรักษาน้ำไว้ในผิวและลดการสูญเสียความชุ่มชื้น
  • เกลี่ยให้ทั่วโดยไม่ต้องนวดแรง: ทาให้ครอบคลุมบริเวณที่ต้องการก็เพียงพอ โดยเฉพาะจุดที่แห้งสามารถเพิ่มปริมาณได้ตามความเหมาะสม
  • เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับบริเวณที่ใช้: ผิวหน้าและผิวกายมีลักษณะแตกต่างกัน จึงควรเลือกเนื้อสัมผัสและสูตรให้เหมาะกับบริเวณนั้น
  • สังเกตผิวหลังใช้: หากรู้สึกระคายเคือง หนักผิว หรือมีสิวอุดตันเพิ่มขึ้น ควรหยุดใช้หรือเปลี่ยนเป็นสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวมากขึ้น 

ข้อควรระวังในการเลือกและใช้มอยเจอร์ไรเซอร์

แม้จะมีคุณสมบัติช่วยดูแลความชุ่มชื้นของผิว แต่การเลือกหรือใช้อย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือไม่เหมาะกับสภาพผิวได้ ซึ่งข้อควรระวังในการเลือกและใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ มีดังนี้

  • ไม่จำเป็นต้องเลือกสูตรที่มีส่วนผสมเยอะที่สุด: ควรดูว่าสูตรนั้นเหมาะกับสภาพผิวและตอบโจทย์เรื่องความชุ่มชื้นของเราหรือไม่ มากกว่าจำนวนส่วนผสม
  • ผิวแพ้ง่ายควรทดลองก่อนใช้ทั่วใบหน้า: ลองทาผลิตภัณฑ์ในบริเวณเล็ก ๆ ก่อน เพื่อสังเกตว่ามีอาการแสบ คัน หรือแดงผิดปกติหรือไม่
  • ไม่ควรทามากเพียงเพราะผิวแห้ง: ปริมาณที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับผิวมากขึ้น หากยังแห้งตึงหลังใช้ อาจต้องพิจารณาเนื้อสัมผัสหรือสูตรที่เหมาะกว่า
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกัน: หากเริ่มใช้สกินแคร์หลายตัวในช่วงเดียวกัน แล้วเกิดการระคายเคืองหรือสิวขึ้น อาจทำให้แยกได้ยากว่าผลิตภัณฑ์ใดเป็นสาเหตุ ควรทยอยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ทีละชนิดเพื่อสังเกตการตอบสนองของผิว
  • คนที่เป็นสิวง่ายควรเลือกให้เหมาะกับผิว: หากใช้แล้วรู้สึกหนักผิวหรือมีสิวอุดตันเพิ่มขึ้น อาจลองเปลี่ยนเป็นสูตรที่มีเนื้อสัมผัสเบาลงและติดตามการตอบสนองของผิว
Moisturizer

สรุปมอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี? เลือกให้เหมาะกับสภาพผิวคือสิ่งสำคัญ

มอยเจอร์ไรเซอร์ ตัวไหนดี คำตอบขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละคน เพราะผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน การเลือกจึงควรพิจารณาทั้ง เนื้อสัมผัส ส่วนผสม และการตอบสนองของผิวหลังใช้ มากกว่าดูจากความนิยมของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เพื่อสนับสนุนการทำงานของเกราะป้องกันผิว และเติมเต็มความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดีขึ้น

เขียนบทความโดย

นพ. วุฒินันท์ สิทธิผลวนิชกุล (Wutinan Sithipolvanichgul, M.D.)
แพทย์ประจำ BSL Clinic เลขว. 39678

คำถามที่พบบ่อย: เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้เหมาะกับผิว

ใช้ได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้งอาจเลือกเนื้อเข้มข้นขึ้น ส่วนผิวมันเหมาะกับเนื้อบางเบา ขณะที่ผิวผสมและผิวแพ้ง่ายควรเลือกตามลักษณะและการตอบสนองของผิว

ไม่เสมอไป เพราะบางสูตรอาจไม่เหมาะกับผิวและทำให้เกิดการอุดตันในบางคนได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสิวง่าย จึงควรเลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพผิวและสังเกตการตอบสนองหลังใช้

ผิวขาดน้ำ คือ ภาวะที่ผิวมีน้ำไม่เพียงพอ จึงอาจรู้สึกแห้งตึง ดูไม่เรียบ หรือเป็นขุยได้ ซึ่งแม้คนที่มีผิวมันก็สามารถมีภาวะผิวขาดน้ำได้ จึงควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการสูญเสียน้ำจากผิว โดยเลือกเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง

แนะนำให้ใช้เป็นประจำ ช่วงเช้าและก่อนนอน โดยช่วงเช้าทาหลังล้างหน้าและก่อนครีมกันแดด ส่วนก่อนนอนทาหลังทำความสะอาดผิว เพื่อช่วยเติมและรักษาความชุ่มชื้นตลอดวัน

มีส่วน เนื่องจากคุณสมบัติคือการช่วยเติมความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเรียบเนียน อิ่มฟู และช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลงในเชิงภาพรวม แต่ไม่ได้ป้องกันริ้วรอยจากวัยหรือแสงแดดได้ทั้งหมด หากต้องการลดปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่จากแสง ควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย

โดยทั่วไปสามารถเรียงจาก ผลิตภัณฑ์เนื้อบางไปเนื้อเข้มข้น เช่น เซรั่มก่อน แล้วตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ส่วนยาทาผิวควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือฉลากยา เพราะยาบางชนิดอาจมีลำดับและวิธีใช้เฉพาะ

โดยทั่วไปแล้วไม่มีปริมาณตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเนื้อผลิตภัณฑ์และความแห้งของผิว แนะนำให้ใช้ ปริมาณพอเกลี่ยได้ทั่วใบหน้าและลำคอ โดยไม่จำเป็นต้องทาหนา หากผิวยังแห้งตึงสามารถเพิ่มปริมาณได้ตามความเหมาะสม

หากใช้แล้วมีอาการ แสบ คัน ผื่นแดง ลอก หรือมีสิวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่เหมาะกับผิว ควรหยุดใช้และสังเกตอาการ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสมอไป แต่ควรปรับตาม สภาพผิวในช่วงนั้น เช่น หากอากาศแห้งหรือเมื่ออายุมากขึ้นแล้วผิวแห้งง่าย อาจเลือกสูตรที่ให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น ส่วนช่วงที่ผิวมันขึ้นก็อาจเปลี่ยนเป็นเนื้อที่บางเบาลง

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์หรือใช้แทนการพบแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพผิวหรือหนังศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

ดูแลผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์แล้ว แต่ผิวยังแห้ง ผิวยังอ่อนแออยู่ ปรึกษาแพทย์ได้ที่นี่! ↓