ริมฝีปาก ถือเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การรับประทานอาหาร การดูดน้ำ หรือการใช้แสดงอารมณ์ นอกจากนี้ริมฝีปากยังเป็นสื่อของความรู้สึกที่ดีต่อกัน ผ่านรอยยิ้มที่สดใส ที่มีผลต่อความสวยงามของใบหน้า แต่ถ้าหากเกิดปัญหา “ริมฝากอักเสบ” เกิดขึ้น แน่นอนว่าทำให้รบกวนการใช้ชีวิตประวันของคุณในหลายๆ ด้านเลย
ปัญหานี้เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากภายนอกและภายในร่างกาย ได้แก่
หากสงสัยว่าริมฝีปากมีอาการที่เกิดจากการแพ้สัมผัส การตรวจเพื่อหาสาเหตุของภาวะนี้ทำได้โดยการทำ patch test หรือการตรวจภูมิแพ้ผิวหนังด้วยการปิดแผ่นทดสอบบริเวณหลังหรือต้นแขน ด้วยสารมาตรฐานในชุดทดสอบและเครื่องสำอางของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยภาวะผื่นแพ้สัมผัส
Q : ริมฝีปากแห้งและลอกตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติไหม?
A : ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติ หากริมฝีปากแห้ง ลอก หรือระคายเคืองบ่อย อาจเกิดจากการแพ้ ระคายเคือง หรือพฤติกรรมบางอย่าง เช่น เลียปาก ควรสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
Q : การเลียริมฝีปากช่วยให้ชุ่มชื้นจริงไหม?
A : ไม่จริงค่ะ การเลียปากอาจทำให้รู้สึกชุ่มชื้นชั่วคราว แต่หากทำพฤติกรรมเลียปากต่อไปเรื่อยๆ ในน้ำลายมีเอนไซม์ที่สามารถทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองมากขึ้น จะยิ่งทำให้ผิวริมฝีปากอักเสบขึ้นเรื่อยๆ ได้
Q : ใช้ลิปบาล์มทุกวัน แต่ปากยังลอก ควรทำอย่างไร?
A : ควรตรวจสอบส่วนผสมของลิปบาล์ม ให้สงสัยว่าอาจมีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ เช่น menthol, กลิ่นหอม หรือสารกันเสีย หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
Q : ริมฝีปากอักเสบจากลิปสติก แพ้ง่าย แก้ยังไง?
A : เบื้องต้นแนะนำให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัย และเลือกใช้ลิปบาล์มสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอมหรือสี หากอาการรุนแรงควรตรวจ patch test เพื่อหาสารก่อการแพ้จากแพทย์จะดีกว่า
Q : ควรพบแพทย์เมื่อไร?
A : หากอาการริมฝีปากลอก แดง หรือมีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1–2 สัปดาห์ แม้หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นแล้ว ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ริมฝีปากอักเสบแห้งลอกอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อผิวและสุขภาพช่องปากได้ การสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญ หากอาการไม่ดีขึ้นควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังเพื่อการดูแลที่เหมาะสม
การพยากรณ์โรคในกรณีที่เกิดจากผื่นแพ้สัมผัส หากได้รับการตรวจพบสาเหตุและสามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือกรณีเกิดจากการระคายและสามารถงดเว้นการเลีย เม้มปาก อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นบทความโดย : อ. พญ. ปราณี เกษมศานติ์ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลhttp://dst.or.th/html/index.php?op=article-detail&id=1178&csid=14&cid=23#.WFeHfVOLSUk