

Niacinamide ส่วนผสมที่พบได้บ่อยในสกินแคร์หลายประเภท หลายคนจึงอาจสงสัยว่าส่วนผสมชนิดนี้ช่วยดูแลผิวด้านไหนได้บ้าง มีวิธีใช้อย่างไรให้เหมาะกับปัญหาผิวและสภาพผิวของตัวเอง ซึ่งในบทความนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับไนอาซินาไมด์กันมากขึ้น เพื่อให้วางแผนดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม
Niacinamide เป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ในสกินแคร์ ช่วยดูแลความชุ่มชื้น ความมัน ผิวที่เป็นสิวง่าย รอยดำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่ผิวแต่ละคนมีปัญหาและการตอบสนองต่างกัน การเลือกใช้จึงควรเริ่มจากการเข้าใจสภาพผิว แล้วค่อยพิจารณาความเข้มข้น สูตร และรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม
Niacinamide คือ วิตามิน B3 รูปแบบหนึ่งที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของผิว และมีส่วนช่วยให้ผิวสร้างไขมันที่สำคัญอย่างเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกราะป้องกันผิว Niacinamide จึงถูกนำมาศึกษาเกี่ยวกับการดูแลผิวหลายด้าน ทั้งความชุ่มชื้น ความมันส่วนเกิน รอยดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ริ้วรอยเล็ก ๆ รวมถึงผิวที่มีแนวโน้มแดงหรือระคายเคือง
โดยส่วนผสมชนิดนี้ได้รับความนิยมในการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรูปแบบต่าง ๆ เช่น เซรั่ม ครีมบำรุง หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ทั้งนี้การตอบสนองของผิวนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความเข้มข้น สูตรผลิตภัณฑ์ และวิธีใช้ จึงควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันก่อนเลือกใช้
ทั้งสามคำเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับวิตามิน B3 โดย Niacinamide และ Nicotinamide คือสารชนิดเดียวกัน เพียงแต่ใช้ชื่อแตกต่างกันตามบริบท คำว่า Niacinamide พบได้บ่อยบนฉลากผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ส่วน Nicotinamide มักพบในงานวิจัยหรือข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งทั้งสองคำจึงสามารถใช้แทนกันได้
ด้วยบทบาทต่อกระบวนการทำงานหลายอย่างของผิว Niacinamide จึงถูกนำมาใช้ดูแลปัญหาผิวในหลายด้าน ดังนี้




แม้ Niacinamide จะไม่ได้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีโดยตรง แต่สามารถช่วยลดการส่งผ่านเม็ดสีไปยังผิวชั้นบนได้3 จึงทำให้ปัญหารอยดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอดูจางลงอย่างค่อยเป็นไปค่อยไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความลึกของรอยดำ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการป้องกันแสงแดดและการดูแลปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย


Niacinamide มีคุณสมบัติลดกระบวนการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ จึงอาจช่วยลดลักษณะผิวแดงและระคายเคืองได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสภาพผิวแพ้ง่าย ได้3 ขณะเดียวกันยังช่วยดูแลเกราะป้องกันผิวให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ผิวเก็บความชุ่มชื้นได้ดี และไวต่อการระคายเคืองน้อยลง
อย่างไรก็ตามหากมีอาการระคายเคือง แสบ แดงรุนแรงที่ไม่สามารถดูแลด้วยสารนี้เพียงอย่างเดียว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป


Niacinamide มีส่วนช่วยลดการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมัน ทำให้ความมันส่วนเกินบนผิวลดลง และยังช่วยลดกระบวนการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับสิว1 จึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวมันหรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้แทนการรักษาสิวโดยตรง เนื่องจากส่วนผสมนี้ไม่ได้มีฤทธิ์สลายสิวอุดตัน หรือรักษาสิวอักเสบให้ยุบลง


Niacinamide มีส่วนช่วยดูแลผิวจากปัจจัยที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ1 เช่น อนุมูลอิสระและการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ จึงอาจช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลงเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง


แม้ Niacinamide จะช่วยดูแลผิวได้หลายด้าน แต่ปัญหาผิวบางประเภทอาจเกิดจากหลายสาเหตุหรือมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน จึงต้องอาศัยผลิตภัณฑ์หรือแนวทางการดูแลอื่นร่วมด้วย โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา ดังนี้
ปัญหาผิวที่มีลักษณะคล้ายกันอาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น ปัญหาสิวที่เกี่ยวข้องทั้งการอุดตันในรูขุมขน การสะสมของแบคทีเรีย การอักเสบของผิว ส่วนรอยดำอาจเกิดจากรอยหลังสิว แสงแดด หรือฝ้า ซึ่งมีกลไกและระดับความลึกของเม็ดสีต่างกัน ทำให้การดูแลด้วยไนอะซินาไมด์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
เช่น สิวอักเสบรุนแรง สิวเป็นก้อนลึกใต้ผิว มีสิวอุดตันจำนวนมาก อาการผื่นแดงระคายเคืองผิวเรื้อรัง ที่ล้วนมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และมีแนวทางการรักษาที่เหมาะสมอย่างไร
แม้ Niacinamide จะช่วยดูแลริ้วรอยบนผิวให้จางลงและเพิ่มความกระชับ ความยืดหยุ่นแก่ผิวได้ แต่หากเป็นริ้วรอยลึก ผิวหย่อนคล้อย หรือหลุมสิวที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว อาจต้องพิจารณาแนวทางรักษาอื่นควบคู่ไปด้วยตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหา
หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Niacinamide มาอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่ปัญหาผิวที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้น หรือรุนแรงกว่าเดิม ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีประสิทธิภาพเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะปัญหาผิวนั้นมีสาเหตุ ปัจจัยกระตุ้น หรือลักษณะอาการที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
ตัวอย่างจากผู้เข้ารับบริการจริงที่ BSL ต่อไปนี้แสดงให้เห็นแนวทางการประเมินและวางแผนดูแลสำหรับปัญหาผิวในลักษณะที่แตกต่างกัน
แนวทางการดูแลปัญหาสิว
แนวทางการดูแลฝ้า กระ จุดด่างดำ
แนวทางการดูแลผิวแดง ผิวแพ้ง่าย
การเลือกใช้ Niacinamide ไม่ควรพิจารณาจากคะแนนรีวิว หรือความนิยมเพียงอย่างเดียว เพราะสภาพผิวและลักษณะปัญหาผิวของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ร่วมกัน ดังนี้
แม้ Niacinamide จะมีบทบาทต่อผิวหลายด้าน แต่ผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรอาจออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน จึงควรเริ่มจากสำรวจว่าปัญหาหลักที่ต้องการดูแลคืออะไร และผิวในช่วงนั้นมีลักษณะอย่างไร เช่น เป็นสิวง่าย สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ หรือระคายเคืองง่าย เพื่อช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะสมมากขึ้น


แนะนำทดสอบการแพ้ก่อนใช้งาน โดยทาที่บริเวณท้องแขน หรือหลังใบหู แล้วสังเกตอาการ
นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึงส่วนผสมอื่น ๆ ในผลิตภัณฑ์ร่วมด้วย ว่ามีสารออกฤทธิ์ชนิดอื่นอยู่หรือไม่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม และลดโอกาสระคายเคืองผิวจากการใช้สารออกฤทธิ์หลายชนิดพร้อมกัน
เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยให้รู้สึกสบายผิวและสามารถใช้ต่อเนื่องได้มากขึ้น เช่น ผู้ที่มีสภาพผิวมัน มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ควรเลือกเนื้อสัมผัสที่บางเบา เช่น เซรั่ม เจล ส่วนผู้ที่มีผิวแห้งจะเหมาะกับเนื้อครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิว ขณะที่ผู้ที่มีผิวระคายเคืองง่ายควรเลือกสูตรที่ไม่ซับซ้อน และเลี่ยงส่วนผสมที่กระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองผิว


หลังจากเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับปัญหาและสภาพผิวแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า Niacinamide ใช้ตอนไหน มีลำดับขั้นตอน หรือแนวทางอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถใช้ได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น ขึ้นอยู่กับรูปแบบผลิตภัณฑ์และการตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล โดยวิธีใช้ Niacinamide ในชีวิตประจำวันมีดังนี้
โดยทั่วไปแล้ว Niacinamide เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขั้นตอนบำรุงผิว ซึ่งจะมีลำดับการลงที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบหรือเนื้อสัมผัส โดยหลังทำความสะอาดผิวแล้ว ควรเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบาไปหาเนื้อเข้มข้น ได้แก่ โทนเนอร์ เซรั่ม ครีม ตามลำดับ
ผู้ที่เริ่มต้นใช้ และกังวลเรื่องการระคายเคือง แนะนำเริ่มจากใช้วันละ 1 ครั้ง หรือวันเว้นวันก่อน จากนั้นจึงค่อยปรับความถี่ตามการตอบสนองของผิว เช่น ใช้ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หรือตามความถี่ที่บนฉลากแนะนำ
ทั้งนี้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น แสบ คัน อาจลดความถี่ หยุดใช้ชั่วคราว หรือปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสม
แม้ว่า Niacinamide จะช่วยลดการสูญเสียน้ำของผิวได้ แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนมอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ทั้งหมด ฉะนั้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์นี้ ควรตามด้วยการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวให้เพียงพอ
ขณะเดียวกันในช่วงเช้า ควรใช้ครีมกันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดูแลผิว เพราะถึงแม้ไนอะซินาไมด์จะช่วยลดผลกระทบจากอนุมูลอิสระ หรือลดรอยดำบนผิวให้จางลงได้ แต่ไม่ได้มีความสามารถในการกรองรังสี UV
หลายคนอาจสงสัยว่า Niacinamide ห้ามใช้กับอะไร หรือ Niacinamide ใช้คู่กับอะไรได้บ้าง โดยทั่วไปใช้ร่วมกับส่วนผสมอื่นได้หลากหลาย แต่หากใช้สารออกฤทธิ์หลายชนิดพร้อมกัน ควรสังเกตการตอบสนองของผิวและปรับวิธีใช้ให้เหมาะสม เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคือง


หลายคนมักสงสัยว่า Niacinamide ใช้คู่กับ Vitamin C ได้ไหม ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อดูแลปัญหารอยดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ เพื่อเลี่ยงอาการระคายเคืองผิว อาจแยกใช้คนละช่วงเวลาได้


ในกรณีที่กังวลอาการระคายเคืองผิว และลังเลว่า Niacinamide ใช้คู่กับ Retinol ได้ไหม โดยทั่วไปใช้ร่วมกันได้ เพราะไนอะซินาไมด์อาจช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงเพื่อลดโอกาสระคายเคืองผิวในช่วงเริ่มใช้ Retinol ได้


สำหรับคำถามที่ว่า Niacinamide ใช้กับ AHA ได้ไหมนั้น ทั่วไปแล้วสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ถ้าหากผิวเริ่มแห้ง แสบ หรือลอก ควรลดความถี่และแยกใช้กันคนละช่วงเวลา


ในผู้ที่ผิวมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ผิวมัน มักใช้ Salicylic Acid หรือ BHA ในการลดการอุดตันรูขุมขน และลดโอกาสการเกิดสิว ซึ่งหากต้องการใช้ร่วมกับไนอะซินาไมด์ สามารถใช้ได้ แต่ถ้าใช้แล้วผิวเริ่มแห้ง มีอาการระคายเคือง แนะนำใช้แยกคนละช่วงเวลา หรือสลับวันในการใช้


Hyaluronic Acid มักใช้ร่วมกับ Niacinamide ในผู้ที่ต้องการดูแลผิวแห้งหรือขาดน้ำ โดย Hyaluronic Acid ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ที่ผิว ขณะที่ไนอะซินาไมด์ช่วยสนับสนุนการทำงานของเกราะป้องกันผิว


Niacinamide กับ Alpha Arbutin สามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อสนับสนุนการดูแลปัญหาจุดด่างดำ เช่น รอยดำสิว หรือผิวหมองคล้ำจากแสงแดดให้จางลง ผิวดูกระจ่างใสและสม่ำเสมอมากขึ้น


💡แพ้ Niacinamide อาการเป็นแบบไหน? ทำอย่างไรดี?


หากกำลังมองหาข้อมูล Niacinamide ยี่ห้อไหนดี? แนะนำว่าไม่ควรเลือกจากยี่ห้อ หรือความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ควรสำรวจปัญหาผิวและสภาพผิวของตัวเองก่อน รวมถึงพิจารณาเกี่ยวกับความเข้มข้น สูตรผลิตภัณฑ์ และเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวและสอดคล้องกับการต้องการในการดูแลผิว
Niacinamide กับ Ceramide ต่างกันตรงที่ Niacinamide เป็นวิตามิน B3 ที่ช่วยให้ผิวสร้าง Ceramide เพิ่มขึ้น ส่วน Ceramide เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบของเกราะป้องกันผิวโดยตรง หากใช้ร่วมกันแล้วสามารถช่วยคงความชุ่มชื้นและลดการสูญเสียน้ำของผิวได้ดี
Niacinamide ใช้ทุกวันได้ไหมนั้น สามารถใช้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองผิวของแต่ละบุคคล ซึ่งในช่วงแรกสามารถใช้วันละครั้ง วันเว้นวันก่อนได้ แล้วจึงค่อยปรับความถี่เป็นวันละ 2 ครั้ง ใช้ทุกวัน หรือตามที่ฉลากผลิตภัณฑ์แนะนำ
Niacinamide ใช้กับ Retinol ทาอะไรก่อนนั้น ควรพิจารณาจากเนื้อสัมผัสในการกำหนดลำดับ ซึ่งเรียงจากเนื้อสัมผัสบางเบาไปหาเนื้อสัมผัสเข้มข้น เช่น อาจใช้เซรั่มไนอะซินาไมด์ แล้วตามด้วยครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ Retinol หรือถ้าเป็นกังวลเรื่องอาการระคายเคืองผิว สามารถแยกใช้คนละเวลาได้หรือใช้สลับวันกันได้
หากเป็นกังวลว่าใช้ Niacinamide ดันสิวไหม? โดยทั่วไปแล้ว ส่วนผสมชนิดนี้ไม่ใช่สารผลัดผิวชั้นนอก แต่ถ้าหากใช้แล้วมีอาการดังกล่าว อาจเป็นเพราะส่วนผสมอื่นในผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ หรือเป็นสิวที่เกิดขึ้นจากปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ในช่วงนั้นแทน
Niacinamide อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผิวก่อนหรือหลังทำหัตถการได้ ทั้งนี้ แนะนำปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพื่อลดโอกาสการระคายเคืองผิว
Niacinamide หรือวิตามิน B3 ส่วนผสมที่ช่วยดูแลผิวได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของเกราะป้องกันผิว ดูแลปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิว รอยดำบนผิว สีผิวไม่สม่ำเสมอ อาการระคายเคืองผิว ตลอดจนเส้นริ้วรอยเล็ก ๆ ที่เป็นสัญญาณความร่วงโรยของผิว โดยมีหลายระดับความเข้มข้นและรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้ ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและสภาพผิว
หากยังไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวตัวเองเหมาะที่จะดูแลด้วยส่วนผสมชนิดนี้หรือไม่ หรือมีปัญหาผิวที่ดูแลมานานและยังไม่ดีขึ้น สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ BSL Clinic ซึ่งมีการประเมินผิวอย่างละเอียดพร้อมวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล


แพทย์ประจำ BSL Clinic เลขว. 39676








Call Center : +66993438666
Line ID : @bslclinic
Whatsapp : +66620136667
bslclinic.com
Copyright © 2015 www.bslclinic.com All Rights Reserved.